Taipai Times interviews with Chester
posted on 16 Jul 2009 06:18 by a-place-4-my-head in InterviewJul 08, 2009
Taipei Times: ในช่วงปลาย 1990 หลังจากที่ได้ฟังเดโม คุณก็ออกจากงานและย้ายครอบครัวมาที่ California เพื่อมาร่วมวง Lincoln Park อะไรทำให้คุณตัดสินใจแบบนั้น?
Chester Bennington: มนุษย์ตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในหัวผม [หยุดเพื่อรอเสียงหัวเราะ] ผมเป็นคนเจ้าอารมณ์มากเลยนะ และเป็นคนประเภทกล้าได้กล้าเสียเอามากๆ ผมบอกได้เลยว่าถ้าคุณดูวิธีที่ Mike
Shinoda มองสิ่งต่างๆ เปรียบเทียบกับวิธีที่ผมมองแล้ว เราอาจจะมองต่างกันแต่เราจะมีข้อสรุปเหมือนกัน ผมเลยไม่ได้วิเคราะห์มันมากนัก ผมพบว่าผมแค่ไปตามความกล้า และแค่ไปตามเสียงกระซิบที่อยู่ในหัวใจของผม ในหัวของผม มันบอกผมว่าจะเลือกทำอะไร ถ้าผมคิดมากเกินไปผมจะมีปัญหา ดังนั้น ตอนที่ได้ฟังเดโมผมบอกตัวเองว่า "ฉันจะไปที่นั่น" ตอนที่ได้ฟังดนตรีผมรู้เลยว่ามันไม่ใช่อะไรที่ผมเคยได้ฟังมาก่อน บางทีมันอาจแย่มากๆ ก็ได้ [หัวเราะ] ในกรณีนี้มันดีมากๆ และตอนที่ผมได้ยินดนตรี ท่วงทำนองเยี่ยมๆ ทั้งหลายมันผุดขึ้นมาในหัว ผมบอกตัวเองว่า “นี่เป็นลางดี ฉันต้องไป ฉันต้องทำ ฉันต้องไปที่นั่น นี่เป็นโอกาสดี”
และพอผมย้ายไปที่นั่นผมก็ได้เห็นว่ามันเป็นโอกาสดีจริงๆ ตั้งแต่วันแรกๆ ที่เราได้ซ้อมกันพวกเราก็กลายเป็นวงที่เจ๋งไปแล้ว ผมคิดว่า “ไม่ต้องใช้สมองคิดเลย นี่คือโอกาสของฉัน ฉันแค่อยากจะมีโอกาสได้ทำสิ่งนี้ ฉันอยากทำสิ่งนี้ด้วยชีวิต และถ้าฉันไม่คว้าโอกาสนี้ทำให้มันเกิดขึ้น มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย” ผมเลยลาออกจากงาน ย้ายบ้าน ย้ายมานอนบนเก้าอี้นวมของไมค์ ใช้ชีวิตอยู่หลังรถตัวเอง อยู่ในอพาร์ตเมนต์ห่วยๆ ที่หลังคายุบลงมา ในขณะที่ทำอัลบั้มที่เปลี่ยนชีวิตผู้ชายหกคนจากหลายๆ ส่วนของแคลิฟอร์เนียใต้และผู้ชายคนหนึ่งจากอริโซนาไปชั่วชีวิต [หัวเราะ] ในขณะเดียวกันมันอาจจะพลิกผันกลายเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ง่ายๆ มันอาจเป็นประสบการณ์ที่ดีและผมคงเล่าให้หลานๆ ฟังว่า “ใช่ เมื่อก่อนลุงเคยย้ายไปแคลิฟอร์เนียเพื่อพยายามเข้าวงนี้” มันอาจเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าแบบนั้น แต่ผมรู้ว่าข้างในลึกๆ แล้วมีบางอย่างบอกผมว่า “นี่แหละใช่ แกต้องไป”
TT: เดโมนั่น เราเคยได้ฟังกันมาก่อนมั้ย?
CB: มีบางเวอร์ชั่นของเพลงที่ปล่อยออกมานะ เดโมเป็นส่วนหนึ่งของ EP ที่พวกเขาทำเอาไว้ก่อนแล้ว เขาขายมันตอนเล่นคอนเสิร์ตและแจกก็อปปี้ไปทั่ว เพลงที่ผมได้ฟังอยู่ในนั้นแหละ ที่ต่างกันก็คือก็อปปี้ที่เขาส่งมาให้ผม หน้าหนึ่งจะมีแต่ดนตรี อีกหน้าจะมีดนตรีกับนักร้องคนเก่า ที่ผมฟังครั้งแรก ผมฟังแบบไม่มีเสียงร้อง เพลงหนึ่งได้อยู่ใน Hybrid Theory ด้วยแต่เราเปลี่ยนเนื้อไปหมด
(หลังจากนั้นระหว่างสัมภาษณ์ ผู้จัดการสื่อคนหนึ่งบอกว่าเพลงที่
Bennington พูดถึงคือ Forgotten จากอัลบั้มเปิดตัวของ Linkin Park,
Hybrid Theory)
TT: มีครั้งหนึ่งที่คนในค่ายเพลงบอกกับคุณว่า “เราไม่เซ็นสัญญาเงินล้านให้หรอก” อะไรทำให้คุณผลักดันวงนี้ต่อแม้ว่าจะไม่มีใครเซ็นสัญญากับพวกคุณ?
CB: ไม่มีข้อสงสัยอยู่ในความคิดของพวกเราเลยว่าเราเล่นห่วยกันรึเปล่า เราคิดว่าจริงๆ แล้วพวกคนที่เราไปพบมานั่นแหละที่น่าสงสัยในความสามารถว่าแยกแยะดนตรีห่วยๆ ออกมั้ย เราคิดแค่ว่า “เขายังไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจ พวกเราเจ๋งออก เรารู้ มีคนฟังเรา มีคนมาดูโชว์ของเรา”
เราไม่ได้ออกแสดงมากนัก เราจะมานั่งในที่ซ้อม เขียนเพลง ซ้อมเพลงกัน และดูว่าจะแสดงสดกันยังไง แล้วถ้าเราไม่ชอบ เราจะกลับไปที่สตูดิโอในบ้านไมค์แล้วแก้เพลงกันอีกที เราจะเขียนเพลงกันก่อนและยังไม่เล่นจนกว่าจะได้เพลงที่ไม่ห่วย ดังนั้นพอเราจะเล่น เราจะชวนเพื่อนๆ มาและมีคนมาดูซัก 300 คน พวกเขาจะไปบอกเพื่อนว่า “วงนี้ไม่เลวเลยนะ นายต้องไปดู” หลังจากนั้นก็มีคนมาดู 600 คน ไม่ใช่ว่าพวกเราจะไปที่นั่นทุกอาทิตย์ แสดงกันบ่อยๆ เหมือนที่หลายๆ วงทำกัน ตอนที่ไม่ได้เล่นเลยเหมือนกับว่าพวกเราเตรียมใจไว้แล้วว่าเราจะทำอย่างนี้ และเราก็ตัดสินใจว่าเราจะทำอย่างนี้โดยไม่อาศัยค่ายเพลง เราจะทำมันด้วยตัวเอง
พวกเราเลยเริ่ม street team เอาอย่างพวกเด็กฮิปฮ็อปตามถนนที่คอยแจก mix tape เราทำกับเพลงของเราอย่างนั้นล่ะ เราแจกซีดีเพลงของเราให้พวกเขา ที่คอนเสิร์ตเรามีเด็กๆ ที่ไปดูวงที่ชอบและแจกจ่ายซีดีให้คนอื่นในโชว์ สุดท้ายแล้วพวกเขาจะไปแจกให้เพื่อนๆ ถ้าเพื่อนๆ ชอบเราจะบอกให้เขาไปบอกเพื่อนให้ติดต่อเรา พวกเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ street team และเราจะเริ่มส่งซีดีให้พวกเขาเอาไปแจกต่อ ตอนที่เราปล่อย Hybrid Theory ผมว่าเราแจกจ่ายไปมากกว่า 250,000
TT:
Mike Shinoda เพิ่งบอกว่าอัลบั้มใหม่ของพวกคุณจะเป็นเอกลักษณ์มากซะจน
“ต้องตั้งชื่อแนวเพลงใหม่ให้กับอัลบั้มนี้”
CB: มันจะถูกเรียกว่า Space Rocks ไม่หรอก ผมล้อเล่น [หัวเราะ] มันจะถูกเรียกว่า Old Metal [ทิ้งช่วง] … ไม่หรอก จริงๆ แล้วมันยากที่จะเอาวงเราไปวางในแนวดนตรีไหนมากกว่า ผมว่าตอนแรกเราอยู่ในประเภทวงเมทัล แล้วเราก็กลายเป็นวงอัลเทอร์เนทีฟ พอตอนนี้เราเป็นทั้งสองอย่างและเป็นวงฮิปฮ็อปด้วย มันจะยากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในการอยู่ในวงและเขียนเพลง แค่เพราะว่าพวกเราแต่งเพลงกันเยอะ มีหลายอย่างที่ไม่เคยมีใครได้ฟัง นอกจากโปรดิวเซอร์กับพวกเราเท่านั้น
ตอนนี้ Rick Rubin กำลังทำงานกับพวกเราในอัลบั้มนี้อยู่ ถ้าเขาคิดว่าเขาได้ยินอะไรที่เคยได้ยินมาก่อนในระหว่างการทำ Minutes to
Midnight หรือก่อนหน้านั้น เขาจะว่า “นั่นมันจบไปแล้วนี่ เพลงนั้นมันผ่านไปแล้ว” เดี๋ยวนี้พวกเราเลยต้องมองสิ่งต่างๆ แบบนั้น เพราะเราไม่อยากให้ริคโวยขึ้นมาว่า “ฟังดูยังกะเพลงเดิมๆ เมื่อ 10 ปีก่อนเลย”
TT: มีอะไรที่เป็นตัวยึดเหนี่ยวในอัลบั้มใหม่ของพวกคุณ?
CB:
ไอเดียที่ว่าจังหวะจะต้องเป็นเอกลักษณ์จริงๆ และน่าสนใจด้วย ไอเดียที่ว่าให้เริ่มแต่งเพลงออกมาง่ายๆ จากบรรยากาศ ความงาม ความหลอนมากๆ และความบ้าคลั่ง เรายอมรับได้หมด เราเล่นกับคีย์บอร์ดทุกชนิด ทำลูป อัดเสียง ทำเอฟเฟ็คต์ ทำแซมเปิ้ล เอากลับไปเล่นผ่านพีดั้ล ผ่านคีย์บอร์ดตัวอื่นด้วยเครื่องมือไฟฟ้า เรานั่งทำอะไรบ้าๆ ผ่านดินแดนดนตรีอันแสนสุข เราเอาลูกโป่งมาไว้เต็มสตูดิโอเพื่อเราจะได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมือนความฝัน เราทำอะไรบ้าๆ กันบ้างเพื่อที่ว่าเราจะได้ปล่อยตัวเองให้คิดได้อย่างอิสระ ดีกว่า “เขียนเพลงที่จะต้องฮิต” เพราะเราทำได้ เรารู้ว่าจะทำยังไง มันสนุกและเราก็ทำได้ดี แต่ลองทำในวิธีการแปลกใหม่ซึ่งท้าทายเราเถอะ นั่นเป็นส่วนที่ยากนะ และมันก็สนุกมากด้วย
TT: เพลง [New Divide] ที่แต่งให้ซาวด์แทร็คประกอบภาพยนตร์ Transformers เรื่องใหม่ นั่นพอจะบอกได้มั้ยว่าอัลบั้มใหม่จะมีซาวด์ยังไง?
CB: มันเป็นได้ทั้งใช่และไม่ใช่ ใช่ตรงที่ว่าเราเขียนเพลงนั้นด้วยความคิดนี้ในใจ: โอเค เราไม่จำเป็นต้องมีบีทแบบฮิปฮ็อป เราใช้แค่กลองทอม จังหวะ four-to-the-floor เสียงสังเคราะห์ และเสียงร้องใส่เอฟเฟ็คต์ และอะไรแบบนั้น ผลที่ได้คือเพลงมันๆ ผมหมายความว่าดนตรีใน New Divide ก็มันดี ค่อนข้างจะแปลกใหม่ ส่วนที่ใช้เสียงอิเล็กโทรนิคเป็นอะไรที่เด่นชัดใน New Divide ผมว่าเสียงอิเล็กโทรนิคในอัลบั้มใหม่ของเราต้องมีมากขึ้นแน่นอน
TT: ช่วยบอกเรื่อง solo project ของคุณหน่อย Dead by Sunrise คุณได้ชื่อนั้นมายังไง?
CB: ผมได้ชื่อนั้นมาหลังจากที่พบกับช่วงเวลาหลายวันที่คิดว่าไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ในวันรุ่งขึ้น ผมผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากในชีวิตขณะที่กำลังทำอัลบั้มนี้ ช่วงหนึ่งที่อยู่ในตอนแรกของการทำอัลบั้มคือการหย่า วงของผมอยู่ตรงรอยร้าวและทะเลาะกับค่ายเพลง
... ในปี 2005, 2006 ... และราวๆ ช่วงนั้นผมเอาแต่ซดวิสกี้ยังกะ
... มันน่าขำนะ ผมไม่ได้ออกจากบ้านเลยจริงๆ ผมขังตัวเองอยู่ในตู้เสื้อผ้า ผมป่วยตัวสั่นประสาทหลอนเพราะพิษสุรา จากที่เป็นอยู่ในแต่ละวัน ผมคิดว่าตัวเองกำลังจะตายไปจริงๆ ตัวผมซีดและดูป่วยหนัก กำลังจะเปลี่ยนเป็นตัวเหลืองอยู่รอมร่อ ตับผมก็บวม มันเลวร้ายมาก
แล้วผมก็แต่งงานใหม่ และพบว่านั่นไม่ใช่วิถีทางในการใช้ชีวิต ในเวลาเดียวกัน ขณะที่ผ่านช่วงเวลานั้นผมก็กำลังพบกับสิ่งที่สวยงามใหม่ๆ ความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ในบรรยากาศของความรัก ค้นพบเพื่อนร่วมวงอีกครั้งอย่างมีสติ และพบว่าจริงๆ แล้วตัวเองเป็นใครผ่านสิ่งต่างๆ เหล่านั้นด้วย จึงมีทั้งส่วนที่มืดหม่นมากๆ ในอัลบั้ม ทั้งส่วนที่เป็นส่วนตัวมากๆ ในอัลบั้ม และทั้งส่วนที่สว่างสดใสมากๆ ในอัลบั้มด้วย
TT: ถ้ามาเล่นในไทเปคุณจะเล่นเพลงจากอัลบัมเดี่ยวบ้างมั้ย?
CB: [เงียบ] ความเงียบของผมให้คำตอบกับคุณรึเปล่า?
TT:
ในบล็อกคุณบอกว่าอัลบั้มเดี่ยวของคุณจะ “เป็นร็อคที่ตรงไปตรงมาขึ้นมาก มีเสียงอิเล็กโทรนิคเล็กน้อย มีคีย์บอร์ดกับเสียงสังเคราะห์และอะไรแบบนั้น” และบอกว่า “มีบางส่วนที่ผมคิดว่าคุณจะเห็นว่าอะไรคืออิทธิพลของผมที่มีต่อ
[Linkin Park]” ช่วยอธิบายหน่อยได้มั้ย?
CB: ผมโตขึ้นมาในตอนที่อะไรหลายๆ อย่างกำัลังไปได้สวย มีการเคลื่อนไหวของ New Romantic พร้อมกับวงอิเล็กโทรนิคป็อปเจ๋งๆ ทั้งหลายจากอังกฤษ มีดนตรีมืดหม่นเจ๋งๆ ออกมาไม่ใช่แค่แนวใหม่ๆ จากทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังมียุคกรั๊นจ์และวิวัฒนาการอีกครั้งหนึ่งของพั้งค์ ในยุค 1990 ทุกอย่างที่ว่ามาล้วนมีอิทธิพลกับผมอย่างมากในฐานะศิลปิน และผมก็ดึงเอาส่วนประกอบพวกนั้นมาใช้
TT: พวกคุณเป็นหนึ่งในวงแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จด้วยการใช้อินเตอร์เน็ต การเปลี่ยนแปลงของคนในการซื้องานดนตรี อย่างเช่นการซื้อริงโทน การดาวน์โหลดแทร็คแทนการซื้อทั้งอัลบั้ม มีผลกระทบกับวิธีการทำเพลงของพวกคุณมั้ย?
CB:
[หัวเราะ] รู้มั้ย เราขำกับการที่คนทั่วไปคิดกับธุรกิจดนตรี แม้แต่ความคิดที่ว่ามันหมายถึงอะไร บางทีเราก็เล่นมุข “โอ้ นี่จะต้องกลายเป็นริงโทนที่เจ๋งแน่ๆ” แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนวิธีการแต่งเพลงของพวกเรา ผมว่าสิ่งหนึ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นกับพวกเราในอนาคตและเป็นสิ่งที่เท่มากๆ เลยก็คือ อัลบั้มมันสำคัญจริงๆ เหรอ? ผมไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้วว่าการทำอัลบั้มเป็นสิ่งจำเป็น จะดีกว่ามั้ยถ้าปล่อยเพลงสี่ห้าเพลงทุกๆ สองสามเดือน? หรือทุกหกเดือน? หรือปล่อยทีละสามเพลง คุณจะได้ทัวร์และแต่งเพลงไปด้วย ปล่อยเพลงไปด้วยบนหลักการง่ายๆ อย่างนั้น? ทำไมไม่สนใจแค่สามเพลงเยี่ยมๆ นั่น ทำให้มันเจ๋งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วปล่อยออกมาด้วยวิธีที่ไม่เพียงแต่จะให้แฟนๆ ถูกใจเท่านั้น แต่ยังให้โอกาสวงได้ทำงานต่อ แทนที่จะหายหน้าไปอีกสองปี?
ผมว่าสิ่งหนึ่งที่อินเตอร์เน็ตได้เปลี่ยนในแง่ของวิธีการที่ผู้คนจะได้รับเพลงก็เพราะว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่หันมาซื้อซิงเกิ้ลกัน พอเขาได้ฟังเพลงทางวิทยุแล้วคิดว่า “เจ๋งว่ะ!” และเขาจะไปหาที่ที่ไหนก็ได้เพื่อหาเพลงแล้วซื้อมันมา และถ้ามีเพลงมากขึ้นจากวงที่เขาไม่เคยฟังมาก่อน เขาจะฟังแค่ 30 วินาทีก็คิดแล้วว่า “เพลงนั่นมันห่วย เพลงนั่นมันห่วย โอ้ชอบเพลงนั้นจัง เดี๋ยวจะซื้อเพลงนั้นด้วย” เขาตัดสินใจด้วยวิธีเดียวกับผู้บริหารค่ายเพลง ฟังแค่ 15 วินาทีต่อเพลง ผมหมายความว่าคุณคงบอกได้ว่าเฮ้ย คุณชอบฟังเพลงนัก ถ้าคุณฟังแค่ 15 ถึง 20 วินาทีต่อเพลง แล้วมันไม่ถูกใจภายใน 20 วินาทีนั่นก็จะไม่ชอบมันเลยอย่างนั้นเหรอ? มันได้เปลี่ยนโลกให้กลายเป็นค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่มีนักวิจารณ์ 3 ล้านคน นั่นมันเท่มากเลย! บังคับคนให้ทำงานให้ดีขึ้น แล้วจัดการกับผู้ติดตามที่เป็นกลุ่มเล็กๆ เนี่ย ไม่ผิดหรอก วงส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนั้นแหละ
ที่มา: Taipei Times




