Rob
posted on 19 Jul 2008 12:53 by a-place-4-my-head
ชื่อเต็ม: Robert Gregory Bourdon
ชื่อเล่น: Rob
ตำแหน่ง: มือกลอง
วันเกิด: 20 มกราคม 1979
บ้านเกิด: Calabasas, California
พี่น้อง: น้องชาย 1 คน
การศึกษา: จบระดับไฮสกูลที่ Agoura high school เรียนต่อที่ Santa Monica College ในสาขาการบัญชี
สถานภาพ: โสด แต่ไม่สนิท มีแฟนสาวชื่อ Vanessa
Linkin Park’s Rob Bourdon – Doing What Feels Right
ร็อบ คุณเป็นสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดในวง Linkin Park อัลบั้มแจ้งเกิดออกมาเมื่อปี 2001 ตอนที่คุณอายุประมาณ 20 และได้รับการต้อนรับอย่างท่วมท้น การกระโดดเข้าไปในเสียงตอบรับแบบนั้นในช่วงต้นๆ ของวัยหนุ่มเป็นอย่างไรบ้าง?
ใช่ครับ Hybrid Theory กับความสำเร็จของมันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจสำหรับพวกเรามาก! เราภูมิใจในอัลบั้มที่เราทำและเราก็กำลังเดินหน้าเต็มที่ด้วยอาชีพนักดนตรี ในฐานะวงดนตรีวงหนึ่ง พวกเราไม่เคยคาดหวังถึงความสำเร็จและไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ ทันทีที่วางแผงเลย มันน่าตกใจสุดๆ ตอนที่อัลบั้มนั้นขายได้ ผมว่าซักสี่หมื่นเจ็ดหรือสี่หมื่นแปดพันก็อบปี้ในสัปดาห์แรก และหลังจากนั้นก็เพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่สอง แล้วก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ซักพักก็ขายได้หลายล้านก็อบปี้
ตอนที่เพิ่งเริ่มตั้งวง คุณเริ่มจากวงนี้ ซ้อมกันในที่แคบๆ เขียนเพลงแล้วก็เล่นในคลับเล็กๆ ทันใดนั้นเพลงของคุณก็ถูกเปิดในวิทยุ ไม่กี่เดือนต่อมาคุณก็เป็นวงเฮดไลน์บนเวที! พวกเราไม่มีเพลงมากพอให้เล่นเกิน 35 นาทีด้วยซ้ำ เพราะว่า Hybrid Theory ยาวแค่ 30 นาทีเศษๆ เอง!
วงเติบโตขึ้นทางด้านดนตรีและด้านอื่นๆ อย่างไร นับตั้งแต่ Hybrid Theory?
ผม รู้ว่าการแสดงสดของพวกเราเติบโตขึ้นอย่างมากมาย หลังจากที่เราปล่อย Hybrid Theory แล้ว ผมคิดว่าเราประมาณกันว่าเราเล่นไป 360 ครั้งในการทัวร์รอบหนึ่ง และนั่นสามารถปรับปรุงวงได้อย่างไม่มีอะไรมาเทียบ ทั้งการใช้เวลาไปตามทางคืนแล้วคืนเล่า เรียนรู้ว่าจะแก้ปัญหาทางเทคนิคอย่างไร และเล่นในสถานที่ที่คุณไม่มีทางรู้เลยว่ามันเป็นยังไงบ้าง คุณพบเจอทุกอย่างบนเวที และเมื่อคุณอยู่ต่อหน้าผู้คน คุณทำได้แค่เล่นต่อไปและทำให้โชว์ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเรายังมีโอกาสไปเล่นกับวงเยี่ยมๆ อีกหลายวงด้วย ได้ไปดูและเห็นว่าพวกเขาทำงานกันอย่างไร ได้ไปกับวงที่พวกเราชื่นชอบ
เมื่อ เรากลับไปในสตูดิโอเพื่อทำ Meteora เรามีประสบการณ์มากขึ้นในฐานะวงดนตรีวงหนึ่ง และเราก็รู้จักกันเองในระดับที่ลึกซึ้งกว่าเดิมจากการใช้เวลาอยู่ร่วมกันมาก มาย ผมว่าเราสามารถนำเรื่องทุกเรื่องเข้าไปในสตูดิโอกับเรา และผมคิดว่า Meteora ออกมาแนวเดียวกับ Hybrid Theory แต่แน่นอนว่ามันแสดงความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นในทางดนตรี การเขียนเพลงก็ซับซ้อนขึ้นนิดหน่อย มีความลึกซึ้งขึ้นเล็กน้อยในทางเครื่องดนตรีและเนื้อร้อง
คุณก็ ได้ยินนี่! ฟังดูเหมือนว่าจะมีรูปแบบการเขียนเพลงที่ล่องลอยและหวานซึ้งมากขึ้นใน Minutes to Midnight อัลบั้มนี้แสดงถึงจุดยืนที่แตกต่างที่ Linkin Park จะใช้ต่อไปหรือไม่?
ผมคิดว่ามันเป็นอัลบั้มที่สำคัญมากๆ สำหรับพวกเรา ผมคิดว่าใครๆ หลังจากที่ปล่อยอัลบั้มออกมาได้สองอัลบั้มในแบบที่เรียกได้ว่าแนวดนตรีเป็น พิมพ์เดียวกันเลยหรืออยู่ในแนวใดแนวหนึ่ง ก็คงทำอย่างนี้ไม่ว่าจะมันจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็ตาม รู้มั้ย ใครๆ ก็เรียกมันว่า “นู-เมทัล” และผมว่าพอคุณได้ยี่ห้อแบบนั้นแปะอยู่บนวงของคุณแล้ว แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทายที่จะออกมาจากตรงนั้น เราไม่ได้ออกมาทั้งหมด ยังมีซาวด์บางอย่างที่เหมือนกับที่เราเคยทำมาก่อน แต่มันเป็นสิ่งที่ท้าทายมากๆ และเป็นเรื่องที่เสี่ยงด้วยสำหรับพวกเรา ผมคิดว่าการที่สามารถทำมันได้สำเร็จ ในการลองสิ่งใหม่ๆ และยังคงรักษาฐานแฟนเพลงเอาไว้ได้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากจริงๆ ในอาชีพของเรา ผมว่าสิ่งต่างๆ ที่พวกเราทำ ไม่ว่าจะเป็นการทำสตูดิโออัลบั้ม หรือไซด์โปรเจ็กต์อัลบั้ม หรือดีวีดี หรืออะไรก็แล้วแต่ เรามักจะชอบทำด้วยความรู้สึกที่ว่ามันใช่สำหรับเราในเวลานั้น นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่เรายึดมั่นมาตลอดในอาชีพของเรา พวกเราแค่ทำในสิ่งที่รู้สึกว่าใช่เสมอ
เท่าที่คนดูส่วนใหญ่รู้ ทุกคนในวงมีหน้าที่เฉพาะ ไมค์เป็น “เอ็มซี” แบรดเป็น “ลีดกีตาร์” เป็นต้น หน้าที่เหล่านี้ถูกลบเลือนไปในเบื้องหลังและในกระบวนการเขียนเพลงอย่างไร บ้าง?
ครับ เราแต่งเพลงและเขียนเพลงด้วยกัน และเราดูเหมือนทีมโปรดักชั่นมากกว่าวงที่แค่มาแจมกัน วิธีที่พวกเราทำอัลบั้มนี้เหมือนกับอัลบั้มก่อนๆ หลายอย่าง แต่มีความแตกต่างที่สำคัญกว่าอะไรที่เราได้ทำกันมาก่อน ไมค์ ชิโนดะ เป็นโปรดิวเซอร์ในอัลบั้มร่วมกับ ริค รูบิน แล้วพวกเขาก็มีความคิดที่เยี่ยมยอดเรื่องวิธีการที่พวกเราสามารถเปลี่ยน แปลงกระบวรการเขียนเพลงได้ โดยปกติแล้ว เวลาที่เราจะเริ่มแต่งเพลง มันมักจะเริ่มด้วยริฟฟ์กีตาร์จากไมค์หรือแบรด จากนั้นไมค์ก็จะใส่ลูปหรือแซมเปิ้ลเข้าไป แล้วไอเดียนั้นก็จะถูกส่งต่อให้คนอื่นๆ ในวง และแน่นอนว่าพวกเราจะลงเอยกันในสตูดิโอ พูดคุยกันแล้วก็อัดเสียง
อัลบั้ม นี้ พวกเราต้องการที่จะเริ่มทุกเพลงให้แตกต่างออกไป เพื่อที่เราจะได้ซาวด์ที่แตกต่าง เราจับคู่กัน ใช้เวลาสองสัปดาห์ในการเขียนเพลงด้วยกัน ออกความคิดเห็นด้วยกันและนำความคิดนั้นเข้าสตูดิโอ เราได้เล่น ได้ให้ทุกคนออกเสียงว่าชอบอะไร เอาความคิดพวกนั้นกลับมาแล้วก็เปลี่ยนกลุ่มกัน เพื่อให้คนอื่นได้มาร่วมงานกันบ้าง
สำหรับผม ผมเริ่มจากการเล่นเปียโนแบบเด็กๆ แล้วก็เปลี่ยนไปเล่นกลองเวลาที่เบื่อเล่นเปียโนแล้ว ผมเขียนเพลงได้มากมายจากเปียโนและก็เขียนส่วนของกลอง เปียโน เครื่องสาย ทุกอย่าง จากนั้นก็ส่งมันให้คนอื่นๆ ในวงให้รับไอเดียไปและทำงานต่อ แบรด มือกีตาร์ของเรา เขียนทุกอย่างด้วยเปียโนและไม่ได้หยิบจับกีตาร์ของเขาเลยด้วยซ้ำจนกระทั่ง เดือนหรือเดือนครึ่งของกระบวนการแต่งเพลง เพราะฉะนั้น พวกเราทุกคนเลยเขียนเพลงด้วยเครื่องดนตรีที่แตกต่างออกไป เราเหมือนถูกผลักดันให้ทำเพื่อวง เราต้องมีไอเดียเพลงอยู่ในใจและนั่นทำให้เราเริ่มต้นด้วยความสดใหม่จริงๆ เรามีไอเดียมากมายที่แตกต่างจากซาวด์ของวงเรา
คุณใช้ Gretsch กับ Gibraltar มาตั้งแต่เริ่มแรก อะไรทำให้คุณเลือก Gretsch และ Gibraltar? คุณคุ้นเคยกับ Gretsch มาก่อนที่จะเซ็นสัญญาด้วยบ้างหรือไม่?
ประสบการณ์ แรกของผมกับ Gretsch เป็นไปในทางที่ดี ตอนที่เราบันทึกเสียง Hybrid Theory เราพารอส “หมอกลอง” เข้ามา เราทำงานกับ ดอน กิลมัวร์ และมันเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของผมที่ได้บันทึกเสียงในสตูดิโอจริงๆ รอสเอากลอง Gretsch เข้ามาเซ็ต และผมก็หลุดลอยไปกับมันเลย! ผมรู้สึกแบบว่า “ว้าว ตอนนี้ฉันกำลังเล่นอุปกรณ์ระดับมืออาชีพอยู่นะนี่” และผมก็สนุกไปกับเสียงที่พวกเราเข้าถึงและหลงรัก!
หลังจากนั้นไม่นาน ผมจำได้ว่าผมบอกช่างกลองของผมว่าไม่ต้องการใช้ขาตั้งกลองอีกต่อไปแล้ว เพราะว่ามันจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยทุกครั้งที่เราจะเซ็ตก่อนในทุกๆ คอนเสิร์ต มันยากที่จะทำให้ทุกอย่างล็อกอยู่กับที่ เราก็เลยตัดสินใจใช้แร็ค ซึ่งทำให้มันง่ายขึ้นมากที่จะเดินทางจากโชว์หนึ่งไปอีกโชว์หนึ่งและได้ ทุกอย่างเซ็ตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ
คุณรู้สึกอย่างไรที่อุปกรณ์ Gretsch เข้ากับซาวด์ของคุณในฐานะมือกลองและซาวด์ของ Linkin Park?
ผม คิดว่าหลายเพลงในอัลบั้มใหม่ เราต้องการให้มีองค์ประกอบที่มีชีวิตและซาวด์ที่อบอุ่นแบบเต็มๆ ผมว่าอุปกรณ์ของ Gretsch บรรลุผลนั้นได้ดีกว่าที่อุปกรณ์อื่นๆ จะสามารถทำได้ ผมใช้กลอง Gretsch กับทุกอัลบั้ม ใน Meteora ผมคิดว่าผมใช้เครื่องมือหลายๆ อย่างเหมือนกับที่ใช้ใน Hybrid Theory และเราก็ทดลองใช้อุปกรณ์ใหม่ๆ ในอัลบั้มนี้ มันมีซาวด์ที่อบอุ่นเป็นธรรมชาติซึ่งได้ถูกเติมเข้ามาจริงๆ ในเพลงอย่าง “Valentine’s Day” มีแพตเทิร์นแบบทอมตอนเริ่ม มันเป็นแพตเทิร์นช้าๆ และมีหลายห้องให้ใช้ทอมเพื่อให้เพลงสว่างออกมา มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่จังหวะแบบนั้นเติมเต็มช่องว่างในบทเพลง เพราะมันแทบจะเป็นจุดโฟกัสในเพลงเลย ผมแค่เล่นกลองและฟังเสียงมันในห้องควบคุมหลังจากอัดเสียง แล้วมันก็เข้ากันได้อย่างลงตัว และผมคิดว่าซาวด์แบบนั้น เสียงแบบธรรมชาติอย่างนั้นขัดกับเสียงอิเล็กทรอนิกเป็นอย่างดี แม้แต่ในเพลงอื่นๆ มันสนุกดีที่ได้ผสมผสานเสียงเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ถึงแม้ว่ามันจะอยู่บนสเปคตรัมคนละด้าน แต่มันก็ให้เสียงอันเหลือเชื่อเข้าด้วยกัน
คุณพูดถึงอุปกรณ์ชิ้น ใหม่ๆ คุณเพิ่งจะเล่น USA Custom kit ที่คุณสั่งกลองทอม 10, 12 และ 16 นิ้วขึ้นเป็นพิเศษ กับ 18 นิ้วทางซ้ายของคุณข้างๆ Hi-Hat ทำไมถึงใช้ขนาดเหล่านี้?
ผมเพิ่มเจ้า 18” ทางซ้ายใน Meteora มีอยู่สองเพลงที่ผมอยากตีกลองใหญ่โดยไม่ต้องใช้ “808” เพื่อให้เสียงเป็น “ซาวด์ธรรมชาติ” มากขึ้นอย่างที่เรากำลังพูดถึงอยู่ และกลอง 18 นิ้วพวกนั้นให้เสียงที่เหลือเชื่อในสเตเดียม ผมชอบที่ได้เล่นมือขวาและเล่น 16” และตามด้วยทางซ้ายของ Hi-Hat ด้วย 18” โดยเฉพาะเมื่อได้ถีบกระเดื่องไปด้วย มีหลายอย่างที่ทำได้โดยใช้สามอย่างนี้เข้าด้วยกันเพียงเพื่อให้ได้ เสียงกระหึ่มยาวๆ ที่เลียนแบบ 808 แต่มันจะเป็นธรรมชาติมากกว่า
คุณ มีรูปแบบการเล่นพื้นๆ ที่ชื่นชอบซึ่งสามารถปรับให้เข้ากับเซ็ตอัพแบบนี้หรือไม่? อาจจะเป็นแบบที่คนส่วนใหญ่ไม่คาดคิดเรื่องการแบ่งระหว่างกลองในอุปกรณ์ของ คุณ?
ผมชอบเสียงของการเล่น double strokes ไปรอบๆ ซึ่งมือหนึ่งจะอยู่บนกลองที่ต่างกันในแต่ละครั้ง หรือแค่ให้มือข้างหนึ่งตีกลองสแนร์ไปเรื่อยๆ แต่อัลบั้มนี้ ผมเน้นไปที่การเล่นแค่ single strokes ทุกๆ วันเมื่อผมเข้ามาในสตูดิโอ ผมจะเล่น single strokes ซักประมาณครึ่งชั่วโมง ผมซ้อมโดยใช้เสียงหนักเบาที่ต่างกันของ single strokes และผมก็ยังซ้อมแค่การใช้ dynamic ให้มันเบาลงจนเงียบไปจนถึงดังมากๆ และผมพบว่าด้วยการซ้อมแค่ single strokes ทำให้มันง่ายขึ้นสำหรับผมที่จะเล่นไปรอบๆ อุปกรณ์ ผมสามารถเล่น fill ได้เร็วขึ้นและมีความมั่นใจว่าถ้าผมเล่นโชว์แล้วมี fill เร็วๆ เข้ามาล่ะก็ ผมจะเล่นได้อย่างไม่มีปัญหา นั่นเพราะว่าผมซ้อม single strokes มากๆ ผมจะไม่ตีพลาดหรือตีโดนแค่ขอบหรืออะไรแบบนั้น นั่นช่วยได้มากเลย
ใน การแสดงสดของคุณ มันไม่ค่อยจะผิดไปจากในอัลบั้มซักเท่าไหร่ ผมรู้ว่าคุณรวมเสียงอิเล็กทรอนิกบางอย่างเข้าไปในอุปกรณ์เพื่อให้เป็นอย่าง นี้ ระหว่างคุณกับ โจ ฮาห์น มีตัว trigger มากเท่าไหร่ที่คุณใช้แสดงสด และคุณแบ่งหน้าที่ว่าใครจะเล่นอะไรกันอย่างไร?
ผมมีแป้นกลองที่ ต่างกัน 3 แป้นซึ่งผมสามารถเล่นด้วยไม้กลอง จากนั้นก็มี trigger บนกลองสแนร์ซึ่งเซ็ตให้เปิดหรือปิดได้ด้วย ProTools ผมก็เลยเปลี่ยนเสียง trigger บนกลองสแนร์ของผมได้จากท่อน verse ไปท่อน chorus ในหลายๆ เพลง กระเดื่องก็เช่นกัน ผมมีกระเดื่องสังเคราะห์อยู่ทางขวาของกระเดื่องจริง แป้นทั้งหลายนี่ ถึงจะมีแค่ 5 แป้นก็สามารถเปลี่ยนได้ทุกขณะ ผมสามารถเล่นอะไรบนแป้นได้ แล้วพอถึงคอรัส ถ้าผมอยากให้มีเสียงที่ต่างไปบนแป้น มันก็เปลี่ยนได้ มันทำให้ผมมีอิสระที่จะได้เสียงที่แตกต่างกันทั้งหมดโดยไม่ต้องเซ็ตแป้นกลอง มากมาย โจมีเซ็ตอัพอันใหญ่มหึมาแล้วตอนนี้ มองดูเหมือนกำแพงปุ่ม เหมือนแป้นปุ่ม MPC ผมว่าเขามีเซ็ตอัพติดกันอย่างนั้นประมาณ 8 ตัวได้




