diary

 
มาโปรโมตนิตยสารอีกเช่นเคยค่ะ แหะๆ ฝากด้วยนะคะ ^^
 
 
Image Hosted by ImageShack.us
 
คราวนี้ดูแล้วไม่มีเลเบลผิดค่ะ ใช้ได้ๆ ^^ มี 4 หน้าเหมือนเดิมค่ะ อยากบอกว่าตอนนี้แหละ ที่ทางผู้จัดทำหนังสือเขาชอบ เลยขอเอาเรื่องนี้ไปลงนิตยสาร ต้นฉบับอยู่ที่นี่ค่ะ ในหนังสือจะมีเพิ่มเติมเล็กน้อย
 
Image Hosted by ImageShack.us
 
หน้าปกเป็นอย่างนี้ค่ะ ตามกระแสธาราหิมาลัย อิอิ
 
ว่าแล้วก็ไปปั่นต้นฉบับเล่มต่อไป ฟิ้ววววว
 
 
 
หนังสือวา่งแผงตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วค่ะ แต่เราเพิ่งเห็น ^^" ทีแรกไปยืนส่องอยู่ตรงร้านหนังสือบนสถานีรถไฟฟ้า ตรงด้านที่เค้าวางหนังสือท่องเที่ยวน่ะ แต่หาไม่เจอซะที พอเหลือบไปมองหน้าเคาท์เตอร์ อยู่ตรงกลางเลยนี่นา ^^"
 
หน้าปกเป็นแบบนี้ค่ะ ของเดือนธันวาคม 2010
 
 
เนื้อเรื่องในไดอารี่ได้ลง 4 หน้่า ลองมองผ่านๆ เห็นมีเลเบลรูปผิดด้วย --" คือรูปที่บอกว่าเป็นสถานีรถไฟออฮูสน่ะ จริงๆ เป็นสถานีโคเปนเฮเก้นนะคะ (ที่ออฮูสไม่ใหญ่เท่านี้หรอก) กับอีกที่หนึ่ง ที่บอกว่าเป็น Ameliensborg slot น่ะ ไม่ใช่นะคะ นั่นเป็นตึกอะไรไม่รู้ อาจจะเป็นสำนักงานหรืออพาตเมนต์ก็ไม่ทราบ แต่เห็นสวยดีเลยส่งภาพไป ^^" เห็นแบบนี้แล้วแบบ... ตายล่ะวา ส่งตอนนอร์เวย์ไปแล้วด้วย เดี๋ยวจะเขียนกำกับภาพให้ดีๆ ทุกภาพเลยแล้วส่งไปอีกที คนจัดหน้าเค้าไม่รู้ไง เราก็เพิ่งได้เห็นหนังสือ ต้องขออภัยด้วยค่ะ คราวหน้าจะไม่ให้ผิดอีกแล้ว ^^
 
 
เครื่องสแกนที่บ้านมันเพี้ยนๆ เลยเซฟมาให้ดูได้แค่หน้าเดียวค่ะ ^^" ใครเห็นนิตยสารเล่มนี้ที่ไหนลองไปเปิดดูกันได้นะคะ ติดมือกลับบ้านด้วยก็ดี ^^ ราคาเล่มละ 85 บาทค่ะ พิมพ์อาร์ตมัน สี่สีทุกหน้า หนาตั้งร้อยกว่าหน้าแน่ะ เรื่องผจญภัยในสแกนฯ ก็แบ่งลงเป็นตอนๆ ค่ะ เล่มแรกนี่ลงตอนโคเปนเฮเก้นก่อน ตามทริปที่สโนไวท์ไปมานั่นแหละค่ะ ลงในบล็อกให้อ่านกันไปแล้ว แต่ในหนังสือจะเพิ่มเติมให้ละเอียดขึ้นอีกหน่อย (สังเกตว่าถ้าเป็นในบล็อก จะไม่ค่อยบอกว่าอะไรเป็นอะไรซักเท่าไหร่ ^^") คิดว่าอ่านในหนังสือจะรู้เรื่องมากกว่านะคะ แต่ของเดิมในบล็อกก็จะไม่เปลี่ยนข้อความให้เหมือนกับในหนังสือหรอกค่ะ มันออริจินัลดี ^^
 
ก็ขอฝากนิตยสารเล่มนี้ไว้ในอ้อมใจทุกคนด้วยค่ะ (ลิเกมาก) เยี่ยมชมเว็บไซต์ของเขาได้ที่ www.checktour.com ส่วนผจญภัยในสแกนฯ แบบดั้งเดิม ดูได้ในบล็อกนี้ล่ะค่ะ ^^
 

ตอนที่อยู่เดนมาร์คใหม่ๆ มีเรื่องที่ต้องปรับตัวมากมายเลยค่ะ ไหนจะบ้านเค้าที่ต้องดูแล ต้องตื่นเช้า ต้องหัดทำอาหาร ต้องทำความสะอาดบ้าน ต้องดูแลเด็ก ต้องเรียนภาษาเดนมาร์ค แต่ละเรื่อง แต่ละอย่าง ก็มักจะมีปัญหาทั้งนั้น บางทีก็ลืมล็อคประตู ลืมปิดหน้าต่าง ลืมชาร์ตมือถือ ตื่นสาย รีดผ้าไม่เรียบ ลืมทิ้งขยะ อยากตีเด็ก (แต่ก็ทำไม่ได้ ฮึ่มๆ) ทำอาหารไม่ได้เรื่อง โอ๊ย สารพัด ช่วงแรกๆ มีปัญหาแทบทุกวันเลยค่ะ รู้สึกแย่ๆ แต่ก็ไม่เคยท้อ เพราะตั้งใจว่าจะอยู่ให้ถึงที่สุด (จนกว่าเค้าจะไล่เรากลับเมืองไทยนั่นแหละ 55+)

อีกเรื่องที่คนไทยไม่เคยไปยุโรปอย่างเราต้องเจอ คือเรื่องรถเมล์ค่ะ รถเมล์ที่นี่ออกตามเวลา ป้ายรถเมล์แต่ละป้ายก็จะบอกว่ารถจะมาถึงเมื่อไหร่ ที่เค้าบอกเวลาได้ขนาดนี้ก็เพราะรถที่นี่ไม่ติดค่ะ เลยทำให้กะเวลาได้ค่อนข้างแน่นอน ถ้าเป็นเมืองไทยน่ะเหรอ ชะเง้อคอยกันไปเถอะ 55+ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องกะเวลาออกจากบ้านให้ทันรถ เกิดรถออกก่อนเราต้องรอคันใหม่อีกนาน เรื่องนี้ก็เคยเป็นปัญหาอยู่บ้างค่ะ เคยออกจากบ้านไม่ทันรถเหมือนกัน แบบว่าวิ่งมาเห็นรถกำลังแล่นออกไป วิ่งตามก็ไม่ทัน (แหงล่ะ) แล้วอย่าคิดว่าเค้าจะหยุดให้เราขึ้น ยากค่ะ แต่ก็ใช่ว่าไม่มีนะ เคยมีเด็กวิ่งตามรถอยู่คนหนึ่ง วิ่งผ่านทุ่งบนเนินเขาจากบ้าน (นึกภาพทุ่งกว้างๆ แล้วมีบ้านอยู่กลางทุ่งแบบในหนัง) รถจอดตรงป้ายบนถนนใหญ่กำลังจะออกแล้ว ทีนี้เพื่อนๆ ของเด็กคนนั้นที่อยู่ในรถเมล์เป็นสิบคน ก็ช่วยร้องบอกคนขับ "รอก่อน รอก่อน เพื่อนพวกหนูกำลังจะมาถึงแล้ว" คนขับก็เลยใจอ่อนไม่ออกรถ รอจนเกือบหนึ่งนาทีแล้วคนขับก็เลยบอก "นี่ผมรอนานแล้วนะ เดี๋ยวจะไม่ทันเวลา" เด็กๆ ก็ช่วยเชียร์เพื่อนกันใหญ่ เพื่อนก็วิ่งสี่คูณร้อยข้ามทุ่งมาเลย เด็กเป็นสิบบนรถก็ส่งเสียงเชียร์อย่างกับแข่งกีฬาสี จนกระทั่งเธอขึ้นรถเมล์ได้ เฮ้อ ได้ออกรถซะที ไอ้เราล่ะอยากจะมอบเหรียญทองให้เธอเลย

นอกจากที่ต้องมารอรถเมล์ให้ทันเวลาแล้ว พอขึ้นรถ ก็ต้องขึ้นให้ถูกประตู รถเมล์เหลืองในออฮูสจะมีหลักการขึ้นดังนี้ สำหรับรถที่มีสองประตู จะต้องขึ้นข้างหลัง ลงข้างหน้าเท่านั้น ส่วนรถสามประตู ขึ้นประตูกลางกับหลัง ลงประตูหน้า เรื่องนี้ไม่เท่าไหร่ ขึ้นลงบ่อยๆ ก็ชิน ขึ้นผิดก็แค่โดนคนขับไล่ไปขึ้นประตูหลังก็เท่านั้น หรือถ้าบางทีวิ่งขึ้นรถเมล์ไม่ทัน ก็ทำเนียนๆ เป็นนักท่องเที่ยวไม่รู้เรื่องวิ่งขึ้นประตูไหนไปก็ได้ 55+

พอขึ้นมาถึง เราก็จะเจอตู้หยอดเหรียญ กับกล่องตอกบัตร ใครใช้ตั๋วเดือน ตั๋วสามเดือนก็ไม่ต้องสนใจอะไร ขึ้นไปก็หาที่นั่งได้เลย ใครมีตั๋วสิบเที่ยวก็ตอกบัตรไป แต่ใครไม่มีตั๋วจะลำบากหน่อยเพราะต้องใช้ตู้หยอดเหรียญ ซึ่งไม่รู้ทำไม เรามักจะเจอตู้เสียประจำ บางทีหยอดเหรียญแล้วไม่ลง ก็จะมีคนเดนมาร์คใจดีแนะนำให้เอาสันเหรียญถูๆ กับตัวตู้นั่นแหละ  แล้วลองหยอดใหม่ดู ถ้าไม่ลงอีกอาจจะต้องขอแลกเหรียญกับคนแถวนั้น หรือไม่ก็เดินไปบอกคนขับเลย ชัวร์กว่า เค้าจะเดินมาดูให้ ถ้าจนแล้วจนรอดก็ยังหยอดเหรียญไม่ลงจริงๆ คนขับอาจจะบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ถือว่าเครื่องเสีย คุณไม่ต้องจ่ายแล้วกัน เท่านี้เราก็จะได้นั่งรถฟรี 55+

ด้วยความที่เราเจอเครื่องเสียบ่อย เจอทีไรก็จะเดินไปบอกคนขับทุกครั้ง แล้วก็จะได้นั่งฟรีทุกครั้งที่มันเสีย ก็เลยเคยชิน จนมาวันหนึ่ง จำได้ว่าเป็นวันที่ไปเที่ยว Den Gamle By ครั้งแรก วันนั้นตู้หยอดเหรียญก็เสีย เราก็เดินไปบอกคนขับอย่างเคย เค้าก็ให้เรานั่งฟรีอย่างเคย เราไปเที่ยวเล่นอะไรเสร็จแล้ว ขากลับขึ้นรถเมล์ปุ๊บ ก็เห็นที่ตู้หยอดเหรียญมันบอกว่า Out of order นั่นไง รถคันเดิมนี่นา ขี้เกียจไปบอกคนขับแล้ว หาที่นั่งเลยดีกว่า ก็เลยนั่งมาชิลล์ๆ เผอิ๊ญ เผอิญว่าวันนั้นคนตรวจตั๋วขึ้นมา ไอ้เราก็ไม่เคยเจอตรวจมาก่อน ดันมาเจอตรวจวันที่ไม่มีตั๋วซะด้วยสิ เค้าก็ขึ้นมาขอดูตั๋วทุกคนบนรถ หลายๆ คนจะมีตั๋วสามเดือนอยู่แล้ว สบายไป มีผู้ชายคนหนึ่งกับเรานี่แหละที่ำไม่มี เราพยายามจะบอกเค้าว่าตู้เสีย แต่ก็บอกไม่ถูก ได้แต่ชี้ไปที่ตู้ ดูสิ มันมีข้อความขึ้นมาว่าเสีย คนตรวจตั๋วก็ไปบอกคนขับ ซึ่งไม่ได้รู้เลยว่าตู้เสีย (คนขับขาไปกับขากลับคนละคนกันค่ะ) ถึงกระนั้นคนตรวจตั๋วก็ขอดูบัตรเหลือง (บัตรประกันสุขภาพค่ะ มีค่าเท่ากับบัตรประชาชน) แล้วก็จดชื่อเราใส่ใบสั่ง ให้เราเซ็นชื่อซะ แล้วก็บอกให้ไปเสียค่าปรับนะ เราเห็นตัวเลขแล้วอึ้ง 500 โครนเนอร์!! (คิดเป็นเงินไทย ณ เวลานั้น ก็ราวๆ 3000 บาท) เครื่องมันเสียนะเนี่ย! ไม่ใช่ความผิดของเราซะหน่อย!! มีเคืองค่ะ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง คนตรวจตั๋วก็ลงรถไปซะแล้ว ทิ้งบรรยากาศมาคุเอาไว้บนรถ ฮึ่มๆ

กลับมาบ้านก็เล่าให้โฮสต์ฟัง โฮสต์แม่ก็ใส่เราเลย บอกว่าเป็นความผิดของเธอเองที่รู้ว่าตู้เสียแต่ไม่ไปบอกคนขับ อ้าว เราผิดซะนี่ ส่วนโฮสต์พ่อพอรู้เรื่องแล้วก็โทรไปคุยกับตำรวจทันที ช่วยเคลียร์ช่วยกล่อมท่าไหนไม่รู้ ก็มาบอกเราว่าเค้าช่วยคุยให้แล้วนะ จากที่ต้องเสีย 500 เหลือ 50 โครนเนอร์ (ลดลงมาเป็นสิบเท่า ทำได้ไงอะ นับถือโฮสต์พ่อจริงๆ 55+) แล้วก็บอกไว้เลยว่าถ้าตู้เสียเมื่อไหร่ ต้องไปบอกคนขับทุกครั้ง ไม่งั้นคนขับจะถือว่าเราจงใจโกงค่าโดยสาร ส่วนเรื่องค่าปรับเราสามารถจ่ายออนไลน์ได้เลยค่ะ ไม่ต้องไปถึงสถานีตำรวจ ก็เลยจบเรื่องกันไป

หลังจากนั้นไม่นาน ตู้หยอดเหรียญบนรถเมล์ในออฮูสก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทุกคัน กลายเป็นตู้ทัชสกรีนทั้งหมด ตู้ใหม่ก็เสียน้อยลง (แต่ยังมีที่บางเหรียญหยอดไม่ลง) และหลังจากนั้นอีก ค่าโดยสารก็เพิ่มขึ้น จากที่เ